เป็นโรคติดต่อจากสัตว์หลายชนิด เช่นหนู สุนัข โค กระบือ สุกร โดยมีหนูเป็นตัวแพร่โรคที่สำคัญ โรคเกิดได้ตลอดปี แต่พบมากในช่วงปลายฤดูฝนต่อฤดูหนาว เกษตรกรเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากที่สุด
เชื้ออยู่ในปัสสาวะสัตว์นำโรค
คนติดเชื้อจากการสัมผัสปัสสาวะสัตว์โดยตรง หรือติดทางอ้อมจากแหล่งน้ำ ทุ่งน้ำ แอ่งน้ำ หรือน้ำท่วมขังที่ปนเปื้อนเชื้อ บางครั้งเกิดจากกินน้ำหรืออาหารที่หนูปัสสาวะรดการติดเชื้อโดยหายใจเอาละอองฝอยน้ำเข้าไปพบได้น้อย
เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลรอยขีดข่วนรอยถลอกตามผิวหนัง หรือเข้าเยื่อบุของตา จมูก ปาก หรือไชเข้าผิวหนังที่แช่น้ำนานจนอ่อนนุ่ม

มักเริ่มมีอาการหลังรับเชื้อประมาณ 4 ถึง 11 วัน โดยมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศรีษะและปวดกล้ามเนื้อมาก ปวดน่อง ตาแดง
ถ้าไม่รีบรักษา บางรายอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปน หรือตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม สับสนเนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตับวาย ไตวาย เสียชีวิตได้

หนู มักไม่แสดงอาการ
สุนัข โค กระบือ สุกร อาจมีไข้ ดีซ่าน เลือดออก เต้านมอักเสบ แท้งลูก หรือคลอดลูกอ่อนแอแคระแกน

สวมรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ หากต้องลุยน้ำย่ำโคลน โดยเฉพาะถ้ามีบาดแผล
หากจำเป็นต้องลงแช่น้ำในคูคลอง ไม่ควรแช่นานจนตัวซีด เมื่อขึ้นจากน้ำแล้ว ต้องรีบอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด
สวมรองเท้าเวลาต้องเดินบนดินทรายชื้นแฉะ และหมั่นล้างเท้าให้สะอาด
ปรุงอาหารและน้ำให้สุกด้วยความร้อน และปกปิดไม่ให้หนูปัสสาวะรด
หมั่นล้างมือทุกครั้งหลังจับต้องซากสัตว์และสัตว์

ช่วยกันลดจำนวนหนูนา หนูบ้าน
รักษาความสะอาดบ้านเรือน ไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนู
ปิดฝาถังขยะ หมั่นกำจัดขยะโดยเฉพาะเศษอาหารทุกวัน ไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนู
ป้องกันไม่ให้หนูมาทำรัง โดยทำคันนาให้เล็ก และหมั่นถางหญ้าไม่ให้รก
ดูแลบริเวณบ้านเรือนและที่เลี้ยงสัตว์ให้แห้ง ไม่ให้มีแอ่งน้ำขังเฉอะแฉะ
ถ้าสัตว์ที่เลี้ยงไว้ป่วย ต้องแจ้งสัตว์แพทย์มารักษาโดยเร็ว

ที่มา : กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข