โรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดโรคตับอักเสบแบบเฉียบพลันเรื้อรัง
ตับแข็ง และมะเร็งในตับได้ เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีอยู่ในเลือด
น้ำเหลือง และของเหลวต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น
น้ำมูก น้ำลาย น้ำตา น้ำนม ปัสสาวะ น้ำอสุจิของผู้ป่วย
และผู้ที่กำลังมีการติดเชื้ออยู่
แต่ไม่มีอาการ ซึ่งเรียกว่า พาหะ
การติดต่อส่วนใหญ่จะติดต่อกันโดยการสัมผัสกับเลือด
หรือส่วนประกอบของเลือดของผู้ที่มีเชื้อไวรัสอยู่
เช่น การได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือด
การฉีดยาเสพติด การฝังเข็ม การสักตามร่างกาย
การใช้ใบมีดหรือกรรไกรตัดเล็บร่วมกัน
เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายทอดจากมารดาที่เป็นพาหะไปสู่ทารกขณะคลอดได้
รวมทั้งยังติดต่อกันได้ทางเพศสัมพันธ์อีกด้วย
อาการ
ในระยะแรกผู้ป่วยอาจไม่มีอาการอะไรเลย
หรือเพียงมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีไข้ต่ำ คลื่นไส้
อาเจียน เบื่ออาหาร ตาเหลือง ผิวเหลืองก็เหลือง
หรือที่เรียกกันว่าดีซ่าน ปัสสาวะสีเข็ม
อุจจาระสีซีดลง อาจมีท้องเดินอ่อน
ๆ ผิวหนังคัน ตับและม้ามอาจโตเล็กน้อย
อาการนี้จะปรากฏอยู่ 2 - 3 สัปดาห์ แล้วจึงลดลงหายเป็นปกติภายใน
4 - 6 สัปดาห์ คนเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี
ส่วนใหญ่จะหายสนิท แต่อาจมีผู้ป่วยร้อยละ
10 - 20 ที่มีเชื้อไวรัสในเลือดและตับต่อไปเป็นปี
ๆ หรืออยู่จนตลอดชีวิตโดยไม่มีอาการอะไรเลย
การทำงานของตับก็ปกติ คนกลุ่มนี้คือพาหะ
ส่วนคนไข้อีกจำนวนหนึ่งจะมีไวรัสตับอักเสบชนิดบีอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน
ๆ มีอาการเรื้อรัง ซึ่งผลตามมาคือ การมีตับแข็ง
ท้องมาน บางรายอาจกลายเป็นมะเร็งของตับได้
การรักษา
1. ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส
การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ
2. ถ้ามีอาการของโรคตับอักเสบเล็กน้อย
ให้พักผ่อนให้เพียงพอ ไปทำงานได้ตามปกติ
แต่อย่าออกกำลังกายหรือทำงานหนัก จนกว่าอาการของโรคจะหาย
3. ในระยะที่มีอาการตาและตัวเหลืองมาก
ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย งดอาหารมัน
งดดื่มสุราและงดบุหรี่
4. การรับประทานของหวานหรือดื่มน้ำหวานมากกว่าปกติไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้น
5. ผู้ที่มีอาการมาก
แพทย์จะรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
การป้องกัน
1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเลือด
และสิ่งคัดหลั่งต่าง ๆ จากผู้ป่วย รวมทั้งการร่วมเพศควรเพิ่มความระมัดระวังขึ้นเป็นพิเศษ
2. หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้ป่วย
ที่จะทำให้เกิดการสัมผัสเลือด น้ำเหลือง
เช่นมีดโกน หวี แปรงสีฟัน การเจาะหู การสัก
การฝังเข็ม และการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน
3. ควรแยกสำรับกับข้าว
และเครื่องใช้ส่วนตัวออกจากผู้อื่น
4. ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
แก่บุคคลที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
เช่น แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วยโรคเลือดที่ต้องได้รับเลือดบ่อย
ๆ ทารกที่เกิดจากมารดาที่ตรวจพบเชื้อไวรัสบีในเลือด
เป็นต้น
|