องค์ประกอบของอีคิว
ทักษะทางอารมณ์ หรือ อีคิวของคนอาจจัดได้เป็นเรื่องใหญ่
ๆ 5 เรื่อง คือ
1. สามารถรู้อารมณ์ตัวเอง
2. สามารถบริหารอารมณ์ตัวเอง
3. สามารถทำให้ตัวเองมีพลังใจ
4. สามารถเข้าถึงจิตใจผู้อื่น
5. สามารถรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น
1. สามารถรับรู้อารมณ์ตัวเอง
คนที่จะมีทักษะชีวิตที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติข้อนี้
คือเป็นคนที่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังรู้สึก
อย่างไร หรือสามารถติดตามความรู้สึกของตัวเองได้ใน
ขณะที่ อารมณ์กำลังบังเกิดขึ้นในตัวเรา
เช่น รู้สึกว่าเรากำลังเริ่มรู้สึกโกรธ หรือเริ่มรู้สึกไม่พอใจแล้ว
ฉะนั้นเราจึงต้องมีการสังเกต ตัวเราเอง
อยู่เสมอ การรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไรจะทำให้คน
ๆ นั้นควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ชั่ววูบ
แล้วทำอะไรที่มีผลร้ายแรงดังที่เราเคยได้ยินเสมอ
ๆ ว่า "เขาฆ่าคนตายเพราะเกิดบันดาลโทสะ"
การรู้ว่าตัวเองกำลังมีอารมณ์แบบใดนอกจากจะทำให้เราควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น
ยังทำให้เราสามารถหลุดพ้นจากอารมณ์นั้นได้เร็วขึ้น
เพราะทำให้เรารู้จักไปหาทางระบายอารมณ์นั้นออกไปอย่างเหมาะสมถูกต้อง
คนที่ไม่รู้จักหรือไม่รู้สึกถึงอารมณ์ตัวเองมาก
ๆ จะไม่สามารถแสดงออกซึ่งอารมณ์ อาจกลายเป็นคนเฉยเมย
เป็นคนไม่สนุก ไม่รู้สึกขบขันในเรื่องควรขบขันคือไม่มีอารมณ์ขัน
ซึ่งจะกลายเป็นคนน่าเบื่อสำหรับผู้อื่นได้
เพราะเป็นคนจืดชืดไร้สีสัน
วิธีสอนให้ลูกรู้อารมณ์ตัวเองคือ
พ่อแม่ต้องคอยสังเกตอารมณ์ลูกและพูดคุยถามถึงอารมณ์ของลูกที่เปลี่ยนไป
เช่น พ่อแม่อาจถามว่า "วันนี้ดูลูกอารมณ์ไม่ดี
หนูมีอะไรไม่สบายใจหรือ?" และพ่อแม่เองจะต้องรู้และแสดงอารมณ์ของตัวเองให้เหมาะสมด้วย
เช่น พูดว่า "วันนี้แม่รู้สึก หงุดหงิดไปหน่อยนะลูก"
2. สามารถบริหารอารมณ์ตัวเอง
ทุกคนเมื่อมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นแล้วต้อง
รู้วิธีที่จะจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้
อย่างเหมาะสม เช่น เกิดอารมณ์โกรธ อารมณ์ไม่พอใจอะไรใครจะต้องหาทางออก
ไม่ใช่เก็บกดสะสมอารมณ์เหล่านี้ไว้มาก
ๆ ซึ่งจะเกิดการทนไม่ไหวแล้วถึงจุดหนึ่งจะระเบิดอารมณ์ออกมารุนแรง
โดยทำร้ายคนอื่นหรือทำร้ายตัวเอง
เช่น ฆ่าตัวตาย
วิธีบริหารอารมณ์หรือวิธีจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น
คือ
พูดระบาย
ให้คนที่พูดด้วยได้รับฟัง ซึ่งคนที่รับฟังมักจะช่วยปลอบใจได้ไม่มาก
ก็น้อย หรือเขาอาจแสดงความเห็นใจด้วย
ทำความเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง
โดยคิดไตร่ตรองว่าคนที่ทำให้เราเกิดอารมณ์นี่เขาเป็นอย่างไร
มีเหตุผลอะไร มีเจตนาร้ายหรือไม่ หรือเขามีปัญหาอะไร
เป็นต้น ถ้าเราสามารถเข้าใจเขาได้เราอาจเกิดความเห็นใจเขา
หรือให้อภัยเขา ซึ่งจะช่วยลดอารมณ์ของเราลงได้
หาวิธีผ่อนคลายให้ตัวเอง
เช่น อาจไปเล่นกีฬา ร้องเพลง ฟังเพลง เล่นดนตรี
เป็นการคลายเครียด
วิธีอื่น ๆ แต่ละคนอาจมีวิธีทำแตกต่างไปบ้าง
เช่น บางคนอาจไปเดินเล่น ไปซื้อของ ไปทำงานอดิเรกที่ตัวเองชอบ
เป็นต้น
ในชีวิตประจำวันทุกคนต้องหัดจัดการกับอารมณ์ของตนเองอยู่แล้ว
เพราะทุกวันเราจะเกิดอารมณ์ต่าง ๆ ขึ้น
เช่น อารมณ์เบื่อ เศร้า เครียด หงุดหงิด รำคาญ เซ็ง โดยทั่วไปควรจะหากิจกรรมทำ
เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ไปเที่ยว ไปคุยกับเพื่อน
และอื่น ๆ อีกมาก
วิธีช่วยให้ลูกมีทักษะที่ดีพ่อแม่สามารถทำเป็นตัวอย่างหรือแนะนำให้ลูกมีงานอดิเรกทำ
แนะนำให้ลูกเป็นคนชอบอ่านหนังสือ
คุยกับเพื่อน และที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือถ้าเล่นดนตรีได้จะดีมาก
ดนตรีเป็นเพื่อนที่ดีมากของมนุษย์ ถ้ามีโอกาสและลูกชอบ
พ่อแม่ควรสนับสนุนให้ลูกเลือกเรียนดนตรีอย่างหนึ่ง
อย่างที่สองคือ การเล่นกีฬา เด็กควรเลือกกีฬาสักอย่างที่ชอบและสามารถเล่นไปได้ตลอดชีวิต
เพราะนอกจากจะคลายเครียดยังช่วยให้สุขภาพแข็งแรงอีกด้วย
ซึ่งเป็นการป้องกัน โรคต่าง ๆ ได้มาก จนมีคำพูดที่ว่า
"กีฬา ๆ เป็นยาวิเศษ"
3. สามารถทำให้ตนเองมีพลัง
คือเป็นคนที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจหรือแรงใจให้อยากทำสิ่งต่าง
ๆ ในชีวิต ไม่เป็นคนย่อท้อหมดเรี่ยวแรงง่าย
ๆ หรือยอมแพ้โดยง่ายดาย สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้มาจากหลาย
ๆ องค์ประกอบ เช่น
พ่อแม่ปลูกฝังมาให้แต่เด็ก
เช่น พ่อแม่ชื่นชมในความสำเร็จของลูก
ลูกก็จะกลายเป็นคนอยากมีความสำเร็จ
หรือพ่อแม่คอยให้กำลังใจและคอยสนับสนุนเวลาลูกทำอะไร
ๆ
การมีทัศนคติที่ดี
เช่น พ่อแม่พูดว่า
"ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"
หรือมีทัศนคติว่าคนนั้นต้องมีความพากเพียร
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีใครได้อะไรมาอย่างง่าย
ๆ
วัฒนธรรม
หลายวัฒนธรรมสอนเด็กให้เป็นคนขยันอดทน
เช่น วัฒนธรรมจีน
อารมณ์
คนที่มีอารมณ์ดีจึงจะมีจิตใจอยากทำสิ่งต่าง
ๆ ถ้าเป็นคนมีปัญหาทางจิตใจ มีความขัดแย้งในชีวิตและครอบครัว
จะมักไม่มีกำลังใจในการทำงาน
ความหวัง
คนมีพลังใจทำอะไรต่อ ๆ ไปได้ต้องเป็นคนที่มีความหวังเป็นตัวหล่อเลี้ยงจิตใจให้อยากทำต่อไป
มองโลกในแง่ดี
คนมองโลกในแง่ดีจะสามารถมองหาจุดดี
ๆ จากทุก ๆ อย่างรอบตัวได้ คนนั้นก็จะสามารถมีแรงจูงใจในการทำอะไรต่อไป
ตัวอย่างที่เคยได้ยิน เช่น
มีสามีภรรยาคู่หนึ่งทะเลาะกันบ่อยมาก
แต่เวลาไม่ทะเลาะกันเพื่อน ๆ จะเห็นว่าเขา
มีความสุขดี แม้ว่าเวลาทะเลาะกันฝ่ายภรรยาจะค่อนข้างก้าวร้าวและจะชอบเอาจานชามขว้างใส่สามี
วันหนึ่งเพื่อนสามีจึงถามสามีว่าเห็นทะเลาะกันบ่อย
ๆ เหตุใดจึงยังมีความสุขได้ สามีจึงตอบเพื่อนว่า
มีความสุขได้ เพราะเวลาภรรยาขว้างจานชามใส่ตน
ถ้าตนหลบทันตนก็มีความสุข ส่วนถ้าจะหลบ
ไม่ทันแล้วโดนขว้างภรรยาตนก็มีความสุข
4. สามารถเข้าถึงจิตใจผู้อื่น
ความสามารถนี้เป็นคุณสมบัติของผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับจิตใจผู้อื่นจะขาดไม่ได้เลย
เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ แต่ที่จริงแล้วทุก
ๆ คน ควรจะมีคุณสมบัตินี้อย่างมาก จะทำให้เป็นคนที่น่าคบหาสมาคม
เป็นคนที่คนอื่นนิยมชมชอบ เป็นคนที่เพศตรงข้ามชอบทำให้
เข้ากับคนอื่นได้ดี เป็นคนที่มีเสน่ห์
และสามารถเข้าสังคมได้เป็นอย่างดี ความสามารถนี้
หมายถึงว่า เราสามารถเข้าใจได้หรือรู้ได้ว่า
ถ้าเราเป็นเขาเราจะรู้สึก อย่างไร ซึ่งหมายถึง
ความเห็นใจคนอื่น หรือความสามารถที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง
การที่ คนเราจะสามารถเข้าใจจิตใจผู้อื่นได้เขาจะต้องเข้าใจตัวเขาเองก่อน
เขาต้องรู้จักตัวเอง และมีความรู้สึกของตัวเองเสียก่อนว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรจึงจะสามารถ
อ่านความรู้สึก ของผู้อื่นได้
การที่จะอ่านความรู้สึกผู้อื่นได้ดี
จะต้องเป็นคนที่อ่านภาษาท่าทางได้ดี
เพราะคน ส่วนใหญ่แล้วจะแสดงอารมณ์เป็นภาษาท่าทาง
มากกว่าการแสดงอารมณ์เป็นคำพูด เช่น
คนเวลาโกรธ มักจะแสดงท่าทางมากกว่าการแสดงอารมณ์เป็นคำพูด
เช่น คนเวลาโกรธ มักจะแสดงท่าทางแบบต่าง
ๆ เช่น หน้างอ หน้าบึ้งตึง มีกริยากระแทกกระทั้น
เดินกระแทกเท้าโครม ๆ ปิดประตูปึงปัง เป็นต้น
แต่มีน้อยคนที่เวลาโกรธจะใช้คำพูดแสดงออกมาตรง
ๆ ว่า "ฉันกำลังรู้สึกโกรธ คุณมากเลย คุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร"
การอ่านภาษาท่าทางทำได้โดยการสังเกตการแสดงออกของ
น้ำเสียง
เช่น เสียงดุ เสียงหวาน เสียงกัดฟันพูด
สีหน้า
เช่น สีหน้ายิ้มแย้ม บูดบึ้ง เฉยเมย เคร่งเครียด
เหนื่อยหน่าย เศร้า
แววตา
เช่น แจ่มใส เป็นประกาย เคียดแค้น หม่นหมอง อมทุกข์
โศก
กริยาต่าง ๆ
เช่น ท่านั่ง เบือนหน้าหนี นั่งห่าง ๆ นั่งเข้ามาใกล้ชิดเกินไป
นั่งแบบผ่อนคลาย นั่งกระสับประส่าย
5. สามารถรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น
เป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญอีกเช่นกัน
เพราะคงไม่มีประโยชน์ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดีแต่ไม่สามารถทำให้ความสัมพันธ์นั้นยั่งยืนยาวนานได้
คือจะต้อง รู้จักหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ ที่มีอยู่ให้มีอยู่ต่อไป
ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถในการบริหารจัดการกับความรู้สึก
ของผู้อื่น โดยทำให้คนอื่นที่อยู่ใกล้เราแล้วเขาเกิดความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตัวเขาเอง
และเขาเกิด ความรู้สึกที่ดีกับเราด้วย
เช่น เราสามารถทำให้เขารู้สึกว่าเรา
เห็นเขาสำคัญ
ให้เกียรติเขา
ยกย่องเขา
เข้าใจเขา
เห็นเขามีคุณค่า
ช่วยเหลือเขา
เป็นมิตรกับเขา
หวังดีต่อเขา
รักเขา
ความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่นยังขึ้นกับว่าเรานั้น
สามารถแสดงออกถึงความรู้สึกของเราได้ดีแค่ไหน
ไม่เช่นนั้นแล้วเขาจะรู้สึกไม่เข้าใจเรา
ไม่รู้จักเรา เข้าไม่ถึงเรา ทำให้เขาไม่ค่อยแน่ใจว่าเรานั้นเป็นคนอย่างไร
วางใจได้แค่ไหน จริงใจเพียงใด เป็นต้น
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นลักษณะของคนที่มี
อีคิวดี ดังนั้นถ้าท่านอยากให้ลูกเติบใหญ่
มาเป็นคนที่มี อีคิวดี ท่านคงจะพยายามส่งเสริมลูกของท่านตามองค์ประกอบที่กล่าวมา
5 ลักษณะ ข้างต้นนี้ เพื่อให้ลูกโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขต่อไป
ที่มา
นางนฤมล เจริญกุล ฝ่ายอบรมอนามัยในบ้าน
สำนักงานกลางสภากาชาดไทย
|